แนะ‘รัฐ-ผู้ชุมนุม’เลี่ยงรุนแรง

แนะ‘รัฐ-ผู้ชุมนุม’เลี่ยงรุนแรง

แนะ‘รัฐ-ผู้ชุมนุม’เลี่ยงรุนแรง - การชุมนุมใหญ่ต่อต้านรัฐบาล 19-20 ก.ย. หลายฝ่ายออกมาพูดถึงมือที่สามและความรุนแรง

ทั้งเจตนาเพื่อให้ระวัง และเพื่อสกัดกั้นการรวมตัวของมวลชน

การป้องกันและหลีกเลี่ยงความรุนแรงในส่วนของรัฐและผู้ชุมนุมควรปฏิบัติอย่างไร มีคำแนะนำจากนักวิชาการ

ในประวัติศาสตร์ ความรุนแรงมักเกิดจากการใช้ความรุนแรงทางฝ่ายรัฐมากกว่าผู้ชุมนุม ถ้าไม่มีอะไรไปจุดประกายเร่งเร้าให้เกิดความรุนแรง เกิดความเข้าใจผิดเหตุรุนแรงก็เกิดขึ้นยาก ไม่ใช่ว่าจู่ๆ จะเกิดความรุนแรงขึ้นมาได้

เรามีบทเรียนจากหลายเหตุการณ์มาแล้ว และมองในแง่ของขีดความสามารถและการเรียนรู้ในการจัดการความรุนแรงและการใช้ความรุนแรง รัฐบาลนี้นับเป็นรัฐบาลที่เชี่ยวชาญที่สุด เพราะหลังการรัฐประหารจนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นรัฐบาลชุดนี้ที่เป็นแกนนำและได้รับการสนับสนุนจากทั้งกองทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ดังนั้นความรุนแรงถ้าจะมีก็ไม่ได้มาจากฝั่งของผู้ชุมนุม แต่น่าจะมาจากฝั่งอื่นมากกว่า และขอย้ำว่ารัฐบาลมีขีดความสามารถอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องกังวลว่าฝ่ายผู้ชุมนุมจะไปเร่งเร้าให้เกิดขึ้น ที่ห่วงคือฝ่ายที่กุมอำนาจรัฐมากกว่า

ส่วนตัวไม่ทราบนักศึกษาที่จัดงานและภาคีต่างๆ วางมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดความรุนแรงอย่างไร แต่คิดว่าคงมีมาตรการไว้ระดับหนึ่ง อีกทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมก็มีประสบการณ์ในการจัดการบ้างแล้ว

เห็นได้จากที่ได้เข้าไปสังเกตการณ์การชุมนุม ฝ่ายเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมเองมีการตรวจสอบผู้มาร่วม หรือกลุ่มนักเรียนเลว ที่มาหน้ากระทรวงศึกษาธิการ มีการจัดการดูแลความปลอดภัยระดับหนึ่ง

และการชุมนุมครั้งนี้อาจมีภาคีอื่น เช่น คนเสื้อแดงมาร่วมด้วย ก็จะเห็นบทบาทในฐานะผู้ที่มาวางกำลังคอยระวังความปลอดภัยให้ และคงมีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการ

ที่จริงฝ่ายเจ้าหน้าที่ควรรับรู้และติดตามฝ่ายที่จะเข้ามาทุบตีคนอื่นด้วย เพราะนับแต่รัฐบาลเผด็จการจนมาถึงปัจจุบัน ขีดความสามารถต่างๆ และสายข่าวต่างๆ ก็ยังอยู่ในสายตาของฝั่งรัฐบาล ดังนั้นการจะคุ้มครองป้องกันสอดส่องสอดแนม น่าจะรู้อยู่แล้วว่าใครมีเจตนาดีหรือไม่ดีในการชุมนุม จึงเป็นความรับผิดชอบของฝ่ายรัฐบาลที่จะป้องกันเพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ขอเน้นว่าในประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมาความรุนแรงมักมาจากเรื่องน้ำผึ้งหยดเดียว หรือการตัดสินใจที่ผิดพลาดของฝ่ายรัฐบาล เช่น กรณีพฤษภา 2535 ที่ฝ่ายรัฐเชื่อมั่นว่าหากจับพล.ต.จำลอง ศรีเมือง คนเดียวก็ยุติความรุนแรงได้ แต่ผลที่ตามมาไม่จบแค่นั้น เหตุการณ์ 14 ตุลา 16 ก็มาจากเหตุสืบเนื่องจากตำรวจไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมออกจากเส้นทางที่เขาจะเดินทางกลับหลังยุติการชุมนุมแล้ว

บทเรียนที่สำคัญที่เห็นได้ชัด คือเหตุการณ์สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อปี 2553 มาจากความผิดพลาดในการตัดสินใจ คือ เห็นประชาชนเป็นศัตรูของรัฐ ใช้กำลังหน่วยรบหลักเข้ามาจัดการกับคนไทย ไม่ใช้ตำรวจควบคุมฝูงชนมาปราบจลาจล ซึ่งเป็นการข้ามขั้นตอน บทเรียนต่างๆ เหล่านี้มีอยู่แล้ว ถ้าไม่เรียนรู้ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร

ดังนั้นไม่ใช่จู่ๆ จะเกิดภาวะที่ทำให้รุนแรง จึงต้องเรียนรู้บทเรียนเหล่านี้ที่แสดงให้เห็นว่าไม่ใช้ความรุนแรงก็ได้ ไม่ใช่ต้องใช้กำลัง ใช้กระบอง หรือแก๊สน้ำตา

สำหรับการที่เจ้าหน้าที่เตรียมแผนกรกฎ 52 ไว้เตรียมรับมือนั้น คนที่ใช้อำนาจรัฐก็จะชินกับการใช้แท็กติก ใช้จิตวิทยา เพราะไม่อยากให้คนออกมาเยอะหรือกลัวคนมาเยอะ ก็บอกไว้ในทำนองว่าเอาจริง เป็นการป้องปรามไว้ แต่บทเรียนก็มีแล้วไม่รู้กี่ครั้งว่าถ้าใช้กำลังติดอาวุธจัดการกับประชาชนจบไม่สวยทุกครั้ง ควรใช้มืออาชีพคือกองกำลังควบคุมฝูงชนมาดูแลจะดีกว่าหรือไม่

ผมมองว่าในวันดังกล่าวฝั่งผู้ชุมนุมคงไม่มีอะไรและเขาไม่ได้เพิ่งมาชุมนุม แต่มีการดำเนินการทดสอบชุมนุมย่อยมาหลายครั้ง เชื่อว่าคงเห็นทิศทางบ้างแล้ว ฝั่งผู้ชุมนุมก็เรียนรู้จากการชุมนุมด้วยเช่นกัน

 

การชุมนุมใหญ่ 19-20 ก.ย. ตามที่มีหลายฝ่ายมองว่าอาจเกิดความรุนแรง ส่วนตัวบอกว่าไม่น่าจะมีความรุนแรง เพราะยังไม่เห็นอะไรที่บ่งบอกเช่นนั้น ส่วนเจ้าหน้าที่รัฐที่เตรียมการป้องกันหรืออะไรนั้นก็คงเพราะเขาต้องไม่ประมาท เพราะต้องประเมินว่ามีคนมากี่คน

ถ้าคนจำนวนมากมีคนที่ต้องคอยดูแลความปลอดภัย อำนวยความสะดวกกี่คน เขาคงประเมินว่ามีคนมามากเหลือเกินถึงต้องเตรียมคนไว้จำนวนมากสำหรับการดูแลความปลอดภัยและความสงบที่ว่า

ส่วนที่เจ้าหน้าที่รัฐบาลเตรียมใช้แผนกรกฎ 52 นั้น จะเห็นว่าเจ้าหน้าที่ได้แก้ต่างมาสองครั้งแล้ว ทีแรกบอกว่าเป็นแผนปกติ ภัยพิบัติหรือภัยธรรมชาติใดๆ เขาก็มีแผนอย่างนี้อยู่แล้ว ซึ่งมีมานานหลายปีพอสมควร ส่วนที่สอง นายกฯ บอกว่าใครเตรียมแผนอะไรก็ให้ไปถามคนนั้น จึงไม่ทราบเรื่องแต่อย่างใด

ในส่วนผู้ชุมนุมควรมีมาตรการป้องกันความรุนแรง เพราะเป็นธรรมดาของการจัดชุมนุมก็ต้องมีความรับผิดชอบ อย่างเมื่อก่อนต้องมีคนจำนวนหนึ่งที่เรียกว่าเป็นการ์ด และการ์ดก็ต้องแสดงตนว่าเป็นการ์ด อาจมีผู้ช่วยการ์ดที่อยู่ในที่ชุมนุมเพื่อคอยสังเกตการณ์ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างหรือไม่ เป็นต้น และการ์ดอีกส่วนหนึ่งก็ต้องมาดูแลเวทีเพื่อไม่ให้มีการเข้าไปยื้อยุดฉุดกระชากไมโครโฟน หรือบุคคลใด ซึ่งมองว่าเป็นเรื่องปกติที่ทางกลุ่มผู้ชุมนุมต้องเตรียมไว้

ส่วนสถานที่ที่ใช้ชุมนุมบริเวณท้องสนามหลวงได้ยินมาว่ามีการอนุญาตให้ใช้สนามหลวงครึ่งหนึ่ง ซึ่งถือว่ามากพอสมควร แต่ถ้ายังไม่เพียงพอค่อยว่ากันใหม่ ไม่มีใครคาดการณ์ได้ แต่คิดว่าน่าจะพอสมควร

ฝ่ายความมั่นคงเมื่อประเมินแล้วก็ต้องเตรียมกำลังไว้ให้เยอะขึ้น แต่ทางกรมอุตุนิยมวิทยาพยากรณ์เรื่องจะมีมรสุมเข้า น่าจะเป็นปัจจัยที่ทำให้จำนวนคนลดลง ซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา

ส่วนกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องกรณีแกนนำปมล้มล้างการปกครองจะเป็นประเด็นปลุกเร้ากลุ่มผู้ชุมนุมได้หรือไม่นั้น เมื่อเหตุยังไม่เกิดไม่อยากคาดการณ์ไปขนาดนั้น คงไม่เกี่ยวกับการชุมนุมแต่จะเป็นหลังการชุมนุม ศาลรัฐธรรมนูญต้องรอคำพิจารณา รอเหตุผล ยังไม่เกิดอะไรชัดเจน อาจมีคนหยิบยกพูดกันไปแต่ต้องใช้ความสุขุม

ดีแล้วที่ตำรวจเตรียมพร้อม และผมก็หวังว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะมีการเตรียม และหวังว่าจะไม่มีใครเข้าไปสร้างหรือจุดชนวนให้เกิดการทะเลาะวิวาทกัน ตำรวจก็มีหน้าที่ดูแลตรงนี้อยู่ หวังว่าคงจะได้รับความร่วมมือจากผู้เข้าชุมนุมทั้งหมดด้วย การชุมนุมนี้อาศัยสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญว่าชุมนุมได้โดยสงบและปราศจากอาวุธ ขีดเส้นใต้ไว้ด้วย ส่วนมือที่สามนั้นผมไม่มีข้อมูลและถ้ามีถือเป็นตัวป่วน การชุมนุมนี้เป็นการใช้สิทธิ์ชุมนุมอย่างสันติและปราศจากอาวุธ ฉะนั้นคนที่เข้ามาด้วยอาวุธต้องถือว่าเป็นผู้ที่ป่วน ไม่ใช่ผู้ชุมนุม

การชุมนุมที่ผ่านมาฝ่ายผู้ชุมนุมไม่ได้มีประวัติการใช้ความรุนแรงเลย ตั้งแต่ 18 ก.ค. เห็นได้ชัดว่าฝ่ายผู้ชุมนุมไม่ได้สร้างเงื่อนไขใดๆ ที่จะนำมาสู่ความรุนแรง การชุมนุมใหญ่วันที่ 19 ก.ย.นี้ ก็แถลงย้ำยึดหลักสันติวิธีจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมากังวลว่าทางฝั่งผู้ชุมนุมจะเป็นผู้สร้างปัญหาเรื่องความรุนแรง

แต่ส่วนที่เป็นปัญหาคือความรุนแรงในแบบการคุกคามประชาชนคนเห็นต่าง หรือคนที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย ซึ่งส่วนนี้เป็นการกระทำของรัฐและมีการกระทำต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ มีการคุกคามไม่หยุด

บางเรื่องในการปฏิบัติงานไม่ได้มีเงื่อนไขให้ต้องเกิดการคุกคาม แต่รัฐก็สร้างเงื่อนไขมาเองและไม่ยอมเปลี่ยนพฤติกรรม จึงเกิดความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมและรัฐ พฤติกรรมคุกคามทำให้คนหวาดระแวง เมื่อมีข่าวลือก็จะเกิดการปลุกระดมได้ง่าย

ฉะนั้นจึงเป็นภาระที่รัฐต้องรับผิดชอบทำเรื่องนี้ให้เกิดความโปร่งใส ชี้แจงให้ชัดเจน และล่าสุดที่พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ออกมาระบุว่า การชุมนุมทำได้ แต่เรายังไม่เห็นหรือรู้ถึงขั้นตอนการปฏิบัติของรัฐเลย เจ้าหน้าที่ควรชี้แจงความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางเข้า-ออกของการชุมนุม หรือการอำนวยความสะดวก เรื่องเหล่านี้เป็นหน้าที่ของทางรัฐ โดยเฉพาะตำรวจ

ขณะที่ผู้ชุมนุมก็ต้องทำตัวตามปกติ มาร่วมชุมนุมก็ต้องให้ความร่วมมือในการตรวจค้น ผ่านด่านคัดกรองโควิด-19 ซึ่งการชุมนุมทุกครั้งมีขั้นตอนเหล่านี้เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ส่วนการเฝ้าระวังความปลอดภัยที่กลุ่มผู้ชุมนุมมีอยู่แล้วก็จัดเป็นปกติ แต่เรื่องนี้ขอย้ำควรเป็นหน้าที่ของรัฐอย่าผลักภาระให้ผู้ชุมนุม

เหตุผลที่รัฐจะใช้แผนกรกฎ 52 แผนนี้เป็นแผนดูแลการชุมนุมอยู่แล้ว ชุมนุมทุกครั้งก็มีแผนนี้อยู่ และมีมาตรการจากเบาไปหาหนัก รัฐก็ต้องชี้แจงว่ามาตรการจากเบาไปหาหนักนั้นจะมีปัจจัยอะไรที่จะทำให้ยกระดับหนึ่งไปยังระดับหนึ่ง รัฐต้องชี้แจงให้ชัดเจน ผู้ชุมนุมจะได้มีการเตรียมตัว ข่าวล่าสุด

หรือเรื่องกิจกรรมทำได้มากน้อยแค่ไหน ไม่ใช่พูดเพียงลอยๆว่าจะใช้แผนกรกฎ 52 เพราะต้องทราบว่าแผนนี้ มี 4 ขั้นตอน แต่ละขั้นมีความแตกต่างในการปฏิบัติ ไม่ใช่มาตีขุมว่าหากมีความรุนแรงจะใช้แผน ต้องบอกว่า ความรุนแรงของรัฐคือเหตุการณ์ประมาณไหน

ตอนนี้เท่ากับว่ารัฐตีเช็คเปล่าให้กับตัวเองล่วงหน้าทุกอย่างตอนนี้ไม่ชัดเจน การชุมนุมครั้งนี้ต้องโปร่งใส ทำให้ทุกฝ่ายมีความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกัน แต่เท่าที่ฟังการให้สัมภาษณ์ฝ่ายรัฐมีแต่การตีกินมาโดยตลอด ใช้วิธีการที่ดิสเครดิตผู้ชุมนุมล่วงหน้า อ้างมือที่สามแต่ระบุกว้างๆ

การชุมนุมนี้อยู่ภายใต้การจับตามองขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชน เท่าที่ดูแล้วรัฐไทยยังไม่ชัดเจนในการใช้แผนกรกฎ 52 และแต่ละขั้นตอนจะนำมาใช้ในเงื่อนไขอย่างไรบ้าง ทั้งผู้บัญชาการสถานการณ์คือใคร

 

 

ที่มา : www.khaosod.co.th

ติดตาม ข่าวล่าสุด ได้ที่เว็บไซต์  www.sanookgossip.com

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *